เงินบาทที่แข็งค่า (เทียบดอลลาร์สหรัฐ) ใครเสียหรือใครได้ประโยชน์

เงินบาทที่แข็งค่า (เทียบดอลลาร์สหรัฐ) ใครเสียหรือใครได้ประโยชน์

วทัญ จิตต์สมนึก  | Jul 18, 2019 02:45

เมื่อธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ...

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 18 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศว่าในปี 19 นี้จะทำการขึ้นดอกเบี้ยเป็นจำนวน 2 ครั้งด้วยกัน แต่อย่างไรก็ดีภายหลังจากนั้นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลงไม่ว่าจะจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน มี.ค. 19 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 3.3 หมื่นตำแหน่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี นอกจากภาคแรงงานแล้วยังเห็นสัญญาณการชะลอตัวของภาคการผลิตโดยดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐที่สำรวจโดย Markit ลดลงต่อเนื่องจากระดับ 56.5 ในเดือน เมษายน 18 จนกระทั่งเดือน พ.ค. 19 อยู่ที่ 50.5 นับเป็นการลดลงต่อเนื่องจนกระทั่งวันที่ 16 มิ.ย. 19 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารกลางสหรัฐประชุมใหญ่ประจำไตรมาสปรากฎว่าเริ่มเห็นสัญญาณของการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป อาทิ คณะกรรมการของเฟดจำนวนกว่า 8 ท่านเห็นสมควรให้ลดดอกเบี้ยลง โดย 1 ท่านเห็นสมควรให้ลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง ขณะที่อีก 7 ท่าน เห็นสมควรให้ลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง ส่วนอีก 8 ท่านมองว่าคงดอกเบี้ยทั้งปีเหมาะสมแล้วและอีก 1 ท่านเห็นว่าควรขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ท่าน

แต่อย่างไรก็ดีแม้เสียงการลดดอกเบี้ยกับคงดอกเบี้ยจะดูเท่าๆกัน แต่ผลการประชุมเดือน มี.ค. กลับพบว่า คณะกรรมการกว่า 11 ท่านเห็นสมควรให้คงดอกเบี้ยทั้งปี 19 เหมาะสมแล้ว ดังนั้นจากผลการประชุมเดือน มิ.ย. ที่ค่อนข้างเปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. ส่งสัญญาณถึงโอกาสลดดอกเบี้ยสหรัฐและทำให้นักลงทุนวิตกต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะต่อไป ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐมายังสินทรัพย์สกุลเงินอื่นทั่วโลก เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรสหรัฐมีค่าต่ำลง ประกอบกับ เป็นการสื่อถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่แย่ลงจึงต้องมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฎว่าประเทศไทยเองที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่หรือที่เรามักได้ยินว่า EM (Emerging Market) โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 19 (5M19) ประเทศไทยมีดุลการค้า (มูลค่าส่งออก-มูลค่านำเข้า) ที่เกินดุลกว่า 728 ล้านดอลลาร์สหรัฐสวนทางกับอินโดนีเซีย (หนึ่งใน EM) ที่มีผลขาดดุลการค้า 5M19 กว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแม้กระทั่งฟิลิปปินส์เองก็มีการขาดดุลการค้าและที่สำคัญขาดดุลการค้าสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อิงข้อมูลจาก 4M19 เนื่องจากเดือน 5 ยังไม่มีข้อมูล)

จากการที่ประเทศไทยมีดุลการค้าที่เกินดุลและสวนทางกับบางประเทศใน EM ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักเงินชั้นดีของนักลงทุนต่างประเทศ โดยที่เมื่อนักลงทุนต่างประเทศต้องการมาลงทุนในไทยสิ่งแรกที่จะต้องทำคือการแปลงสกุลเงินจากดอลลาร์สหรัฐให้เป็นบาท ดังนั้นเมื่อกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจะส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยมีความต้องการสูงขึ้น (เงินบาทแข็งค่าขึ้น) เดิมทีก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐวันที่ 16 มิ.ย. อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 31.2 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ล่าสุดอยู่ที่ 30.6 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ (แข็งค่าขึ้น 2%) ดังนั้นเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ประการแรกผู้ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่าคือ "ผู้นำเข้า" เดิมทีหากผู้นำเข้าได้ทำการขนสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาคิดเป็นมูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องนำเงินบาทเพื่อไปแลกดอลลาร์สหรัฐที่ 31.2 บาท แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่าเป็น 30.6 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้นำเข้ายังคงนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในมูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม แต่ครั้งนี้ใช้จำนวนเงินบาทเพียง 30.6 บาท เท่านั้น จะเห็นว่าต้นทุนของผู้นำเข้าลดลงชัดเจนและเช่นเดียวกันผู้ได้ประโยชน์ถัดมาคือนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการเดินทางไปยังต่างประเทศ

ถัดมาคือนักลงทุนต่างประเทศที่นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้ง ประเภท Portfolio investment (ลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้) และนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนในการค้าขายภายในประเทศก็ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย โดยได้รับประโยชน์จากการลงทุน 2 ต่อโดย ประการแรก ได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้หรือกำไรจากการค้าขาย ประการที่สองคือ ผลตอบแทนจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสามารถแลกเงินกลับเป็นสกุลเงินของประเทศตนเองได้มากขึ้น

เมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ย่อมมีผู้เสียผลประโยชน์ตามมาโดยผู้ที่เสียผลประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า คือ "ผู้ส่งออก" เดิมทีผู้ส่งออกขายสินค้าให้กับลูกค้าในต่างประเทศและมักจะใช้สกุลดอลลาร์สหรัฐในการแลกเปลี่ยน เมื่อผู้ส่งออกขายสินค้าออกไป สมมติว่าได้เงินจากการขายสินค้าครั้งนี้ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ส่งออกจำเป็นที่จะต้องแปลงจากดอลลาร์สหรัฐให้กลับเป็นเงินบาทเดิมทีหากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.2 บาท ผู้ส่งออกจะมีรายได้จากการขายครั้งนี้ที่ 31.2 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นผู้ส่งออกรับรายได้จากต่างประเทศที่เท่าเดิม (1 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่กลายเป็นว่าเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทกลับเหลือรายได้เพียง 30.6 บาท ดังนั้นท่านผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่าค่าเงินบาทที่ได้ยินกันตามสื่อต่างๆส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

วทัญ จิตต์สมนึก

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็นล่าสุด

เพิ่มคอมเม้นท์
กรุณารอสักครู่ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง
Pom OntOur
Pom OntOur

  ... (อ่านเพิ่มเติม)

Jul 18, 2019 07:37 GMT· ตอบกระทู้
คำอภิปราย
เขียนคำตอบกลับ
กรุณารอสักครู่ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง

การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา

English (USA) English (UK) English (India) English (Canada) English (Australia) English (South Africa) English (Philippines) English (Nigeria) Deutsch Español (España) Español (México) Français Italiano Nederlands Português (Portugal) Polski Português (Brasil) Русский Türkçe ‏العربية‏ Ελληνικά Svenska Suomi עברית 日本語 한국어 中文 香港 Bahasa Indonesia Bahasa Melayu Tiếng Việt हिंदी
ลงชื่อออก
คุณแน่ใจหรือว่าต้องการลงชื่อออกจากระบบ?
ไม่ ใช่
ยกเลิกใช่
บันทึกการเปลี่ยนแปลง

+