จับผิดหุ้น

จับผิดหุ้น

นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  | Jul 22, 2019 03:05

ก่อนที่จะเข้าไปวิเคราะห์หุ้นที่จะลงทุน สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะทำก่อนเพื่อเป็นการประหยัดเวลาและไม่ทำให้ “หลงผิด” ไปกับหุ้นก็คือ การตรวจสอบว่าบริษัทและตัวหุ้นนั้นมีอะไรที่ “ผิดปกติ” หรือไม่? โดยที่ความผิดปกตินั้น อาจจะเป็นได้ทั้งการที่บริษัททำได้ดีกว่าปกติหรือแย่กว่าปกติเมื่อเปรียบเทียบกับสถานะของบริษัทหรือ “ธรรมชาติ” ของอุตสาหกรรม หรือไม่ก็เป็นการผิดปกติในด้านของราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นที่อาจจะมากเกินกว่าขนาดของ Market Cap. หรือเป็นเรื่องของมูลค่าของหุ้นที่อาจจะใหญ่โตจน “เป็นไปไม่ได้” เป็นต้น และถ้าจะว่าไปแล้ว อะไรก็ตามที่ผมรู้สึกว่า “ผิดปกติ” ผมก็จะเก็บความคิดนั้นไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนตัวเองว่า เราอาจจะมีโอกาสวิเคราะห์หุ้นตัวนั้นผิดได้ เราจะต้องระมัดระวังมากขึ้น

การ “จับผิด” ตัวหุ้นที่เห็นได้ง่ายและชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดวันต่อวัน หุ้นตัวไหนที่มีปริมาณการซื้อขาย “มากกว่าปกติมาก” นั้นน่าจะวัดจากปริมาณการซื้อขายหุ้นเทียบกับ Market Cap. ของหุ้นของบริษัท โดยทั่วไป ผมคิดว่าหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายต่อวันสูงกว่า 1% ก็น่าจะถือว่าเป็นหุ้นที่มีการ “เก็งกำไร” สูง ซึ่งหมายถึงว่ามีคนเล่นหุ้นตัวนั้นมาก คือซื้อหุ้นมาเพื่อที่จะขายต่อทำกำไรอย่างรวดเร็ว พวกเขาคงไม่ได้คิดถึงเรื่องของพื้นฐานของกิจการนักแต่มักเน้นที่ข่าวหรือ “สตอรี่” ของบริษัทที่มักจะไม่ค่อยจริงหรือเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เวลาเราวิเคราะห์หุ้นเหล่านี้ เราอาจจะต้องระวังว่า ราคาหุ้นอาจจะสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานถ้าเรื่องราวต่าง ๆ นั้นมีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นหรือไม่สำเร็จสูง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขปริมาณการซื้อขายหุ้นนี้ก็คงต้องมีการประเมินว่ามันสูงเกิน 1% ไปมากน้อยแค่ไหน เช่นเดียวกัน เราต้องดูว่าปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดของหุ้นตัวนั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าหุ้นหมุนเวียนนั้นมีน้อยเช่น มีแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ อัตราการซื้อขาย 1% ก็จะยิ่งดูสูงขึ้น แต่ถ้าหุ้นหมุนเวียนสูง อัตรา 1% ต่อวันก็อาจจะยอมรับได้

การจับผิดในด้านของราคาหุ้นนั้น สิ่งที่ผมจะดูก็คือ “ความผันผวนของราคาหุ้น” โดยเฉพาะที่ “ร้อนแรง” มาก ๆ นั้น ราคาที่ปรับตัวขึ้นหรือลงมักจะสูงกว่าปกติมาก บางวันกระโดดขึ้น 3-5% โดยที่ไม่มีเรื่องราวอะไรเลยหรือมีแต่ข่าวที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นในด้านของพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารหรือ “แหล่งข่าว” คาดว่ากำไรไตรมาศนี้จะ “โต” เป็นต้น อาการของราคาหุ้นที่ดีดตัวขึ้นแรงเป็นนิจสินนั้น สิ่งที่ผมกังวลก็คือ มันอาจจะเป็นหุ้นที่ถูก “Corner” หรือหุ้นที่ผู้บริหารและ/หรือนักลงทุนรายใหญ่ได้ซื้อหุ้นจนเหลืออยู่ในมือของนักลงทุนรายย่อยน้อยมากจนทำให้เมื่อมีคนเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก ราคาก็จะ “กระโดด” ขึ้นไปแรงมาก ในสถานการณ์แบบนี้ ราคาหุ้นก็มักจะ “อยู่ในการควบคุม” ของคนบางคนหรือบางกลุ่มได้

สุดท้ายในเรื่องของราคาหุ้นก็คือ ผมมักจะดู Market Cap. ของหุ้นก่อนที่จะเริ่มเข้าไปวิเคราะห์ เพราะมูลค่าตลาดของหุ้นนั้นมันบ่งบอกถึง “ขนาด” ของกิจการว่ามันใหญ่แค่ไหน ซึ่งผมก็มักจะดูว่ามันอยู่ในอุตสาหกรรมอะไร คู่แข่งที่มีขนาดใหญ่มี Market Cap. เท่าไรเทียบกับขนาดของบริษัท ถ้าพบว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใหญ่โตนักหรือยอดขายของบริษัทก็ไม่ได้สูงมากแต่มูลค่าหุ้นของบริษัทในขณะนั้นสูง “เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท” ผมก็จะต้องระวังมากเวลาวิเคราะห์ หรือไม่ก็เลิกดูหรือเลิกสนใจไปเลย เพราะโอกาสที่เราจะซื้อหุ้นคงจะมีน้อย หรือถ้าซื้อก็มีโอกาส “ผิดอย่างแรง” สูง

การ “จับผิด” ตัวบริษัทเองนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญมาก สิ่งที่ผมจะดูก็คือยอดขายและกำไรของกิจการ แต่ที่อาจจะสำคัญยิ่งกว่าก็คือ “กำไรต่อยอดขาย” หรือ Net Profit Margin โดยยอดขายนั้นจะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของธุรกิจว่ามีลูกค้าเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ข้อมูลนี้ต้องดูว่ามันเป็นยอดขายจากสินค้าเดิมของบริษัทหรือไม่ การที่ยอดขายเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการขายสินค้าใหม่ที่บริษัทไปซื้อกิจการอื่นมานั้น ผมจะไม่ให้ความสำคัญนัก ต่อจากยอดขายก็เป็นเรื่องของกำไร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญมาก แต่นี่ก็จะต้องเป็นกำไรจากยอดขายสินค้าเดิมของบริษัทมากกว่า “กำไรพิเศษ” ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว การเติบโตของกำไรที่โตเป็น 30-50% ต่อปีนั้น เป็นสิ่งที่ผมเองต้องระวังมาก เพราะนี่มักจะไม่ใช่กำไรที่จะยั่งยืนและเป็นสิ่งผิดปกติที่ผมกำลังจับ

สุดท้ายก็คือ กำไรต่อยอดขายที่ผมจะมองดูว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมใดและสินค้าของบริษัทเป็นอะไร โดยทั่วไป สินค้าแต่ละอย่างมักจะมีตัวเลขกำไรต่อยอดขายมาตรฐาน เช่น การค้าปลีกอาจจะมีกำไรต่อยอดขายประมาณ 3-5% สินค้าโภคภัณฑ์อาจจะ 2-3% โรงพยาบาลอาจจะ 8-15% สินค้าผู้บริโภคอาจจะ 5-10% อะไรทำนองนี้ ถ้าบริษัทมีมาร์จินที่แตกต่างมาก ผมก็จะดูเป็นพิเศษ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผมจะดูข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี ว่าเป็นอย่างไร ถ้าพบว่ามาร์จินของบริษัทปีล่าสุดนั้นสูงผิดปกติ ผมก็จะต้องระวังว่ามันอาจจะไม่ยั่งยืน ปีต่อไปมาร์จินอาจจะลดลงกลับสู่ภาวะปกติได้

การจับผิดที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือการที่ Operation หรือการปฏิบัติการของบริษัทนั้น “ดีเกินไป” เช่น ต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญโดยที่ “แหล่งของประสิทธิภาพ” นั้นไม่ชัดเจน หรือสามารถขายสินค้าในตลาดใหม่ ๆ ได้ในราคาที่สูงเท่า ๆ กับหรือสูงกว่าตลาดเดิมโดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนทางการตลาดเพิ่ม นอกจากนั้น การจับผิดจะต้องดูไปถึงตัวเลขลูกหนี้ที่อาจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยอดขายซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าธุรกิจอาจมีปัญหาในการเก็บเงินจากลูกหนี้ได้ เป็นต้น

การจับผิดกลุ่มสุดท้ายที่จะต้องดูก่อนที่จะวิเคราะห์และลงทุนในหุ้นก็คือ ดูว่าบริษัทมีการทำ “วิศวกรรมทางการเงิน” เพื่อเพิ่มมูลค่าของหุ้นหรือไม่ ตัวอย่างก็เช่น การออกวอแร้นต์จำนวนมาก การแตกพาร์ของหุ้นโดยไม่สมเหตุผล การออกหุ้นใหม่แบบ Private Placement ให้กับบุคคลภายนอกในราคาต่ำ หรืออะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของบริษัทแต่มีศักยภาพที่จะ Dilute หรือทำให้ผู้ถือหุ้นต้องถูกแบ่งกำไรออกไปในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นอกจากอาจจะทำให้มูลค่าหุ้นที่เราเห็นลดลงแล้ว บางทียังบ่งบอกว่าเจ้าของหรือผู้บริหารพยายามเพิ่มราคาหุ้นหรือความมั่งคั่งให้ตนเองโดยที่ไม่ได้อิงกับพื้นฐานของกิจการเพียงอย่างเดียวด้วย

ถ้าตรวจสอบแล้วยังไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ การวิเคราะห์ของเราก็จะเริ่มขึ้นได้ด้วยความสบายใจว่าอย่างน้อยเราไม่ได้ “ถูกหลอก” หรือถูกทำให้ “หลงเข้าใจผิด” และมองภาพทุกอย่างสดใสหรือดีกว่าความเป็นจริง ซึ่งนั่นจะทำให้เราให้มูลค่าของหุ้นสูงกว่าที่ควรเป็นและอาจจะเข้าไปซื้อหุ้นที่แพงเกินพื้นฐาน เพื่อถือลงทุน “ระยะยาว” ซึ่งในที่สุดก็จะขาดทุนหรือไม่ได้กำไรทั้ง ๆ ที่เราก็อาจจะ “วิเคราะห์อย่างดีแล้ว”

การทำอะไรที่เริ่มต้นด้วยการ “จับผิด” นั้น ดูไปแล้วก็เหมือนคนที่ “มองโลกในแง่ร้าย” และคนที่มองโลกในแง่ร้ายนั้น คนมักจะคิดว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จได้ดีเท่ากับคนที่ “มองโลกในแง่ดี” อย่างที่เรามักจะเชื่อในเกือบทุกวงการ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการลงทุนนั้น ความสำคัญในเรื่องของความสำเร็จซึ่งก็คือการทำกำไรจากหลักทรัพย์นั้นไม่สำคัญเท่ากับการหลีกเลี่ยงความล้มเหลวจากการขาดทุน ดังนั้น การหาจุดที่อาจจะทำให้เราเสียหายอย่างหนักได้ตั้งแต่แรกจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ชาร์ลี มังเกอร์ เคยกล่าวว่า เขาอยากรู้ว่าเขาจะตายที่ไหนเพื่อที่ว่าเขาจะได้ไม่ไปที่นั่น ผมเองตีความว่า มังเกอร์ บอกให้เราพยายามหลีกเลี่ยง “จุดอันตราย” ของการลงทุนที่อาจจะทำให้เรา “ตาย” ได้ และการ “จับผิด” ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่จะหลีกเลี่ยงจุดตายนั้น

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ของสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ThaiVI.org

นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็นล่าสุด

เพิ่มคอมเม้นท์
กรุณารอสักครู่ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง
Thanee Sarin
Thanee Sarin

  ... (อ่านเพิ่มเติม)

Jul 22, 2019 13:53 GMT· ตอบกระทู้
Alex Nap
Alex Nap

  ... (อ่านเพิ่มเติม)

Jul 22, 2019 04:50 GMT· ตอบกระทู้
คำอภิปราย
เขียนคำตอบกลับ
กรุณารอสักครู่ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นอีกครั้ง

การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา

English (USA) English (UK) English (India) English (Canada) English (Australia) English (South Africa) English (Philippines) English (Nigeria) Deutsch Español (España) Español (México) Français Italiano Nederlands Português (Portugal) Polski Português (Brasil) Русский Türkçe ‏العربية‏ Ελληνικά Svenska Suomi עברית 日本語 한국어 中文 香港 Bahasa Indonesia Bahasa Melayu Tiếng Việt हिंदी
ลงชื่อออก
คุณแน่ใจหรือว่าต้องการลงชื่อออกจากระบบ?
ไม่ ใช่
ยกเลิกใช่
บันทึกการเปลี่ยนแปลง

+